เบาแผ่นดิน ปี 1 พ.ศ.2548
ตอน : สานฝันปันรัก

ตอนที่ 1 บันทึกการเดินทาง

ก่อนที่จะบรรยายสรุปโครงการ มีคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบอยากจะถามพวกเราอยู่ 1 ข้อ 2 คำถามด้วยกัน ถามว่า...

ถ้าให้เลือกระหว่าง “มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับเรา” กับ “มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นจากมือของเรา” เพื่อน ๆ จะเลือกอย่างไหน ? และสองสิ่งนี้ไปด้วยกันได้ไหม ?

จากที่... ในแต่ละปี ชาวเราจะจัด Meeting อย่างน้อยหนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น ถือเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาหลายปี ซึ่งในแต่ละครั้งพวกเรามักจะจัดกันตามแหล่งสถานบันเทิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผับ บาร์ หรือคาราโอเกะ รวมไปถึงร้านหมูกระทะ เหล่าบรรดาขาเมา ขี้เหล้า ก็จะเข้ามากิน มาดื่ม มาสนุก มาอ้วก สุดท้ายแล้วก็กลับ มีหลาย ๆ วีรกรรมเกิดขึ้นในหมู่พวกพ้อง ซึ่งอาจสร้างความประทับใจได้ในจิตใจของใครบางคน แต่... สิ่งเหล่านั้นก็เกิดขึ้นเพียงแค่ “พวกเรา”

เวลาผัน... นานวันเข้า เมื่อเราโตขึ้น (แก่ขึ้น) เริ่มมาคิดกันได้บ้างว่าสังคมในกลุ่มเรา ก็มีสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมาก เราน่าจะรวมตัวกันทำอะไรสักอย่างเพื่อ “คนอื่น” บ้างจะดีไหม

ประจวบเหมาะกับที่ คุณพ่อของเว็บมาสเตอร์ของเรา ท่านเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งบนดอย เป็นคุณครูเพียงคนเดียวของที่นั่น ซึ่งมีน้อง ๆ นักเรียนชาวเขากำลังต้องการอุปกรณ์การเรียน ผ้าห่ม ยารักษาโรค ฯลฯ รวมทั้งคุณพ่อได้เคยทำหนังสือขอบริจาคเงินเพื่อนำมาสร้างเสาธงชาติให้แก่โรงเรียน

ปฏิบัติการ “เบาแผ่นดิน” จึงเกิดขึ้น

จากแผนงานคร่าว ๆ ที่ได้กล่าวไว้ จึงมาลงตัวเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โครงการ “สานฝัน ปันรัก แด่น้อง ๆ ร ร. บ้านห้วยปู อ. แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่ เนื่องในวันพ่อ 3-5 ธันวาคม 2548” จึงได้เริ่มต้นจากพวกเรา


ก่อนเดินทาง

ก่อนหน้าพวกเราก็ได้จัดทำกล่องรับบริจาค และขึ้นป้าย เพื่อขอรับเครื่องนุ่งห่มไว้แถว ๆ ออฟฟิศ แถบย่านตึกแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองเชียงใหม่ด้วย

ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านละแวกนั้นพอสมควร ไม่นานตรงด้านหน้าออฟฟิศ ก็มีสิ่งของที่ผู้มีน้ำใจนำมาวางไว้ประมาณ 7-8 ถุงได้ น่าเสียดาย ตรงที่เราน่าจะคิดเรื่องกล่องบริจาคได้ก่อนหน้านี้ สัก 3-4 สัปดาห์ อีกทั้งเรายังอ่อนเรื่องประชาสัมพันธ์อีกด้วย ไม่เช่นนั้น เราคงจะได้ของและเงินบริจาคมากกว่านี้ ก็เอาไว้แก้ตัวกันปีหน้าครับ

ยอดเงินจากกล่องรับบริจาค ร้อยกว่า ๆ ครับ นี่แค่วันเดียวก่อนขึ้นดอย
จริง ๆ แล้วจากที่สนทนากันผ่านสื่อออนไลน์ เราจะขึ้นไปบนดอยกันในวันที่ 2 แต่เนื่องจากโคตรถ่อยเรามีเพื่อนสมาชิกกระจายอยู่หลายจังหวัด (ซึ่งกลุ่มหลัก ๆ ก็จะมีอยู่ที่ เชียงใหม่ และ กทม.) บางคนไม่สามารถลางาน หรือหนีแม่หนีแฟนเดินทางเพื่อมาให้ทันวันที่ 2 ธันวาคมได้ จึงแยกการเดินทางออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะขึ้นไปก่อนในตอนเช้าวันที่ 2 ซึ่งจะขนเอาเหล็กสร้างเสาธง อุปกรณ์ก่อสร้าง และ ของที่จะนำไปบริจาคบางส่วนขึ้นไปก่อน แต่จากจำนวนสิ่งของทั้งหมด รวมทั้งจำนวนคนที่ร่วมเดินทาง ดูเหมือนว่าแค่ 4FWD ของคุณพ่อคันเดียวคงจะบรรทุกได้ไม่หมดแน่ จึงได้จ้างรถกระบะเพิ่ม 1 คัน สำหรับบรรทุกเสาธงโดยเฉพาะ นั่นก็ยังไม่พอ พ่อเลยสั่งให้น้องอั้ม ขี่มอเตอร์ไซด์ซ้อนท้ายเพื่อนอีกคนตามขบวนขึ้นไปอีกคันด้วย

ก็คิดดูแล้วกันนะครับ ระยะทาง 150 กิโลเมตร (แม้ว) ขึ้น ๆ ลง ๆ เขา กับมอเตอร์ไซด์คันจิ๋ว มันจะสุดยอดขนาดไหน


แค่ขนของขึ้นรถก็เหนื่อยแล้ว ของเยอะมากมาก
คุณพ่อ (คุณครู) กำลังขนเหล็กสำหรับทำเสาธง และอุปกรณ์ขึ้นรถ
ก่อนออกเดินทาง ยังยิ้มแย้มกันได้... เดี๋ยวก็รู้!


ก่อนล้อจะหมุนของกลุ่มแรก พอพวกเราเห็นสภาพรถของพ่อ (คุณครู) แล้วก็ร้อน ๆ หนาว ๆ ครับ (ดูจากภาพ) เพราะสภาพรถทางแถบคนขับนั้นเยินไปทั้งแถบ กระจกบานประตู กระจกข้างหลุดหาย คุณพ่อเล่าว่า เพิ่งขับไปตกดอยมาเมื่อตอนขาลงมาตัวเมืองเชียงใหม่ เมื่อไม่นานมานี้ ดีที่มีต้นไม้ข้างทางช่วยยันไว้ ไม่เช่นนั้น จะเป็นอย่างไรไม่อยากคิด คุณพ่อต้องตะเกือกตะกายปีนออกมา และเดินลงดอยไปท่ามกลางความมืดทั้งที่บาดเจ็บ เป็นระยะทาง 3 กิโลเมตรเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้าน ให้ช่วยกันมาดันรถขึ้น

สภาพรถก่อนเดินทาง จะเห็นได้ว่าแถบข้างและกระจกหายไปทั้งแถบ พวกกลุ่มแรกก็นั่งกันไปทั้งอย่างนั้น
ระหว่างการเดินทาง (กลุ่มแรก)


กลุ่มแรกออกเดินทางกันประมาณ 9 โมงเช้า ถ้าขับเรื่อย ๆ ก็จะถึงจุดมุ่งหมายก็ประมาณ บ่ายโมงครึ่ง แต่ก็ต้องเกิดอุปสรรคจนได้ เหมือนกับว่าอะไรบางอย่างกำลังพิสูจน์เราอยู่ นั่นก็คือ รถคันที่พวกเราจ้างให้ขนอุปกรณ์ก่อสร้างและเสาธงเกิดเสียกลางทาง ทำให้กว่าจะขึ้นไปถึงบนดอยก็ล่วงเลยไปจนเย็น


เมื่อนั่งกันมาได้แค่ครึ่งทาง ก็มาแวะพักกันที่จุดชมวิว จากทิวทัศน์รอบข้างแล้วทำให้หลาย ๆ คนหายเหนื่อยจากการเดินทางได้นิดหน่อย แต่ก็ยังพร่ำบอกอยู่ในใจว่า “เพิ่งมาได้ครึ่งทางเองหรือ”


แรก ๆ ถนนก็ดี ๆ ราดยางอยู่หรอกนะ
แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นในภาพ นี่ยังไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ
ลมพัดเย็น ๆ สูดลมหายใจรับออกซิเจนล้วน ๆ ขอเอนกายหลับสักหน่อยเถอะ

 
จากจุดชมวิวที่เห็น ทำให้หลาย ๆ คนอยากเอนกาย แต่ด้วยภารกิจข้างหน้า ทำให้เราต้องกลับมาขึ้นรถและเดินทางต่อไป
เมื่อมาได้ประมาณ 3 ใน 5 ถนนลูกรังชักเริ่มชัน และเต็มไปด้วยฝุ่น แต่ก็ยังดีที่เรามากันในฤดูหนาว หากมาในฤดูฝนคงจะดูไม่จืดแน่...
ไฮไลท์ภาพการเดินทาง ภาพทุ่งนาขั้นบันไดในช่วงฤดูแล้ง หากมาในช่วงฤดูฝน เราคงเห็นทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา

ฮัลโหล ๆ สั่งพิซซ่า 2 ถาดใหญ่ เอาหน้าฮาวาเอี้ยน
กะซูเปอร์ซูพริมส่ง รร. บ้านห้วยปูครับ


หลังจากนั่งกินฝุ่นอยู่ในรถกันจนเดินทางเข้าใกล้โรงเรียนบ้านห้วยปู ซึ่งเหลือระยะทางอีก 8 กิโมแม้ว (ขอใช้คำนี้ครับ เพราะแต่ละเมตรที่ล้อหมุนนั้นมันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน)


เราก็มาจอดรถพักกันอีกครั้งที่จุดรับสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งอยู่บนหุบเขาสูงที่รถเราไต่ขึ้นมาก่อน ที่จะลงเขาอีกเป็นลูกสุดท้ายไปยังโรงเรียน   ที่นี่เป็นเพียงจุดเดียวที่เราจะติดต่อกับโลกภายนอกได้   และก็ใช้ได้แค่เครือข่ายเดียวด้วย

ส่วนจะเป็นเครือข่ายอะไร ก็ไม่ขอบอกนะครับ










และแล้ว การเดินทางของกลุ่มแรกก็ไปสิ้นสุดลงในตอนเย็นของวันนั้น หลังจากพักทานข้าวทานน้ำกันแล้วก็มาเริ่มการก่อสร้างเสาธงกัน ซึ่งจะขอเล่าในบทต่อไปครับ

ระหว่างการเดินทาง (กลุ่มที่ 2)

หลังจากที่กลุ่มแรกขึ้นไปเอนกายอยู่บนดอยเรียบร้อยแล้ว กลุ่มที่สองซึ่งนำโดย “โอม” ก็ตระเวนเตรียมหาซื้อของสำหรับกิจกรรมที่จะนำไปเล่นกับเด็ก ๆ และต้องคอยไปจองตั๋วรถขากลับให้กับพวกกรุงเทพฯด้วย เพราะนี่ถือเป็นช่วง long weekend เป็นเรื่องยากที่จะมีรถกลับ ทั้งยังต้องขับรถไปรับเพื่อน ๆ ที่เหลือที่นั่งรถไฟมาจากกรุงเทพฯ อีก 6 คน เพื่อมารวมตัวกับพวกที่มารออยู่แล้วอีก 6 คนที่เป็นเพื่อน ๆ น้อง ๆ ชาว ม.ช. รวมแล้วก็ 12 ชีวิตด้วยกัน ทีนี้ละปัญหาจึงเกิด... เพราะรถที่จะขึ้นไปในรอบนี้คือรถกระบะเช่าเพียงคันเดียวเท่านั้น แค่บรรทุกสิ่งของและสัมภาระก็แทบจะไม่พอแล้ว จึงแก้ปัญหาโดยให้เพื่อนคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้ ซ้อนท้ายเพื่อนแล้วขี่ตามรถเราไปอีกคันหนึ่ง โดยตอนตี 5 ครึ่ง เช้าตรูของวันที่ 3 ธันวาคม รถก็มาจอดรอเพื่อนกลุ่มสุดท้ายที่สถานีรถไฟ เมื่อครบแล้วเราก็ออกเดินทางขึ้นดอยกันโดยทันที

เอ้า! เตรียมถ่ายรูปเร้ว จัดฉาก ๆ
เอ้า! ยิ้ม
หุบเขาเขียวขจีเสียจนอยากจะตีลังกา กลิ้งกายลงไปเล่น



ถนนแบบนี้ 70-80 กิโลเมตรขึ้น-ลงดอย ไม่อ้วกก็ยอดคนแล้ว


จากสภาพถนนที่ได้บอกให้ทราบแล้วจากกล้องของกลุ่มแรก เรากลุ่มสองเดินทางมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง บทพิสูจน์ความยากลำบากก็เริ่มขึ้นอย่างน่าเห็นใจ “น้องมี่” เด็กสาวในกลุ่มผู้ตกเป็นเหยื่อก็เริ่มแสดงฤทธิ์เดชออกมาโดยการ “อ้วก” ออกมาเป็นสายตรงท้ายกระบะ เป็นการบริจาคอาหารให้แก่หมูหมาข้าง ๆ ทางเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย (น่าเสียดาย ไม่ได้ถ่ายรูปไว้)

ก็ต้องเห็นใจครับ เธอเดินทางมาจาก กทม. ลงจากรถไฟซึ่งเป็นชั้น 3 กว่าจะถึงก็ตั้ง 15 ชั่วโมง ถึงแล้วก็ต้องมานั่งท้ายกระบะเพื่อขึ้นดอยโดยไม่ได้พัก อีก 4-5 ชั่วโมง ไม่แม้แต่จะแวะอาบน้ำชำระกาย พวกเราก็สงสาร ไล่ให้ไปนั่งข้างหน้าก็ไม่ยอมไป ส่ายหน้าไปมาบอกว่า “ฉันยังไหว” โถ! แต่ก็เอาเถิด... หลังจากคุณเธอสำรอกออกมาได้สักพัก พอมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง ก็มีคนที่ 2 ที่ 3 ตามมา

นี่แหละครับ บทพิสูจน์บทแรกของกลุ่มสอง...
รถโขยกเขยกมาเรื่อย ๆ พวกเราชมวิวเคล้ากลิ่นอ้วกกันไป สูดกลิ่นออกซิเจนผสมกลิ่นเปรี้ยว ๆ ของน้ำดี ดูแล้วก็สนุกพิลึก จวบจนรถขับเลยครึ่งทางมาได้นิดเดียว ก็เห็นป้ายตัวโตของหมู่บ้านแม่โต๋ ที่ที่อดีตนางงาม เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “เด็กโต๋” ที่กำลังฉายอยู่ขณะนี้ พวกเราก็คิดในใจว่า โถ! ของเรายังไกลและทุรกันดารกว่าเป็นไหน ๆ และแล้ว เพื่อนที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามมาก็เริ่มไม่ไหวเสียแล้ว ตอนบิดขึ้นเขามีแต่เสียงขึ้นไป แต่รถยังอยู่ตีนเขา เสียงที่ว่านอกจากจะเป็นเสียงไอเสียแล้วยังมีเสียงแหวนลูกสูบด้วย พวกเราจึงตัดสินใจฝากรถไว้กับหมู่บ้านแถวข้างทาง

จวบจนมาถึงอีกประมาณ 50 กิโลเมตรจะถึงโรงเรียน พวกเราก็เห็นอุปกรณ์การสื่อสารชิ้นแรกตลอดระยะทางที่หลุดพ้นจากเมืองมา นั่นก็คือ “โทรศัพท์สาธารณะ” พวกเราก็จอดรถเพื่อโทรศัพท์ไปบอกคุณพ่อที่มากับกลุ่มแรกว่าเราจะเอารถขึ้นไปเอง ไม่ต้องมารับตรงจุดนัดพบ เพราะดูจากสภาพรถแล้วน่าจะขึ้นไหว แต่... (ดูจากภาพครับ)

ก็ต้องเข้าใจครับ มันอยู่บนนี้ เจ้าหน้าที่ที่ไหนจะถ่อขึ้นมาเก็บเงินในตู้ล่ะ วิธีเดียวที่จะโทรได้ก็คงจะเป็นพินโฟนกระมัง สรุปแล้วก็ไม่ได้โทรแต่อย่างใด

ปล. สัญญาณมือถืออย่าไปหวังว่าจะมีครับ โทรศัพท์มือถือของพวกเรากลายเป็นสากกระเบือตั้งแต่ถนนยังไม่เป็นลูกรังเสียด้วยซ้ำ

หลังจากขับมาจนถึงจุดนัดพบที่คุณพ่อมารออยู่นานแล้ว เราก็จัดแจงถ่ายของและคนไปยังรถคันที่มารอ ซึ่งตอนนี้เหลือระยะทางอีกแค่ 20 กิโลเมตร (ไม่รู้ว่าจะพูดว่า “แค่” หรือ “ตั้ง” ดี) พอคนโล่งทำให้อาการเมื่อยล้าเริ่มคลายขึ้นบ้าง สำหรับพวกที่อาเจียนน่ะหรือ ไม่ต้องพูดถึงครับ พวกนี้หยุดไปนานแล้ว ที่หยุดไม่ใช่เพราะหายเวียนหัว แต่เป็นเพราะไม่มีอะไรให้อ้วกอีกแล้ว...

ครั้นพอถึงจุดชมวิว ซึ่งก็คือจุดสัญญาณโทรศัพท์ หนึ่งเดียวของที่นี่ พวกเราก็จอดรถลงถ่ายรูปเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ขบวนรถจะพาเราลงเขาไปยังหมู่บ้านและโรงเรียนอันเป็นจุดหมายปลายทาง


ตอนที่ 2 สร้างเสาธง

ด้วยงบประมาณและระยะเวลาที่มีจำกัด ทำให้พวกเรา ทำได้เพียงสร้างเสาธง ใจจริงตั้งใจว่า อยากสร้างอาคารเรียน หรือห้องเรียน ห้องสมุดเล็กๆ แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของพวกเรา การสร้างเสาธง จึงถูกเลือกให้เป็นภารกิจของครั้งนี้

การมาทำกิจกรรมสร้างเสาธงในครั้งนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งเข้าไปอีกว่า เพราะเหตุใด ทหารจึงยอมให้ศัตรูยิงตาย เพียงเพื่อตนจะได้ยันเสาหนึ่งต้นที่ผูกผ้าผืนเดียวไว้ไม่ให้ล้ม...

เราถูกสั่งสอนให้รักชาติอย่างนู้นอย่างนี้ รักแผ่นดินผืนแม่ เราแสดงความเคารพต่อสถาบันอันสูงสุดทั้ง 3 สถาบัน ทุก ๆ เช้าก่อนที่เราจะเข้าเรียน เราถูกบังคับให้ยืนร้องเพลงชาติและสวดมนต์ พอโตขึ้นมา เราก็ต้องหยุดยืนเคารพธงชาติตอนแปดโมง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเวลาเดียวกับเวลาเข้างานของใครบางคนพอดิบพอดี

เราอาจเข้าใจได้ว่านี่คือหน้าที่... แต่เราเข้าใจได้ลึกซึ้งและซาบซึ้งไหม จะมีสักครั้งหรือหลาย ๆ ครั้งหรือเปล่าที่เรารู้สึกไม่ชอบเสียเลยในเวลาเร่งรีบ ต้องมาคอยยืนตรงอยู่กับที่ แทนที่จะได้เข้าไปตอกบัตรทำงานให้ทัน?




คำถามนี้ตกไป... หากพวกเพื่อน ๆ ลองมายืนร้องเพลงชาติหน้าเสาธง...
“เสาธง” ที่เพื่อน ๆ ได้สร้างขึ้นมาเองกับมือสิ แล้วจะรู้

พวกเราได้ทำแล้วครับ...

...

จากสภาพเสาธงเดิมที่ทำด้วยไม้ไผ่ ดูแล้วก็คลาสสิกดีไม่น้อย แต่มันจะอยู่ได้นานสักเท่าใด หากฝนตก ลมแรงพัด ปลวกกัดแทะ กาลเวลาผัน เจ้าสิ่งที่แสดงถึงความเป็นไทยทั้งหมดทั้งมวลนี้ คงจะล้มลงสักวัน นี่คือเหตุผลหลัก ที่ทำให้เราดั้งด้นมา


เช้าตรู่... แม้จะเป็นวันหยุด แต่พอน้อง ๆ รู้ข่าวว่าจะมีพวกพี่ ๆ มาสร้างเสาธงและบริจาคของ พวกเขาเหล่านั้นก็เดินทางมาโรงเรียนเหมือนวันปกติ

เริ่มยกแรก

หลังจากที่กลุ่มแรกไปถึง พอนั่งพักนอนพักจนหายวิงเวียนหัวจากการเดินทาง และพักทานข้าวเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นเวลาค่ำพอดี เราต่างไม่รีรอ รีบขนอุปกรณ์ก่อสร้าง ปูน ทราย หิน เหล็กเสาธง ลงจากรถ และเริ่มผสมปูนกันทันที
อ๋า... คุณพ่อครับผสมปูนนี่ต้องใส่ทราย กับหินด้วยเหรอครับ -_-“
อ้าว... ต้องใส่น้ำด้วยเหรอครับ
-______-“
เฮ้อ! อ้ายเด็กพวกนี้ มานี่ พ่อทำให้ดู

กว่าจะเทปูนตั้งเสาเพื่อรอให้ปูนแห้ง เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงตี 1 กว่า หลายคนที่อ่อนเพลียจากการเดินทางมาสวมวิญญาณแบกหาม ก็พาดผ้าขนหนู ผ้าขาวม้า เดินเข้าห้องอาบน้ำโดยมิกลัวความเย็น แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังอยากสัมผัสกับทิวทัศน์ยามค่ำแห่งขุนเขาและไอหมอก จึงยังไม่หลับนอน นั่งก่อเตาย่างหมู บรรเลงเพลงเคล้าเสียงกีตาร์เบา ๆ ขับกล่อมผู้ที่เมื่อยล้าให้นอนหลับ ท่ามกลางความหนาวเย็นจนล่วงเลยไปถึงตี 3 ความเงียบจึงเข้าคลุม พร้อม ๆ กับไฟในเตาที่ริบหรี่ลง... บ่งบอกว่าเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว สำหรับภารกิจของยกแรก ยังหรอกนะ ยังเดินมาไม่ถึงครึ่งทางเลย...
เริ่มยกสอง

กว่ากลุ่มสองจะเดินทางมาถึง เวลาก็ล่วงมาจนถึงเที่ยงของอีกวัน
หลายคนที่ไม่ได้ทานข้าวเช้ามา หรือทานมาแต่ก็อาเจียนออกมาหมด ก็ส่ออาการหิวโซ ทางคุณแม่และสาว ๆ ของกลุ่มแรกจึงจัดเตรียมอาหารมาบริการกันก่อนที่จะเริ่มทำงาน โดยตั้งโต๊ะทานข้าวกันที่โรงอาหารของนักเรียนนั่นเอง

สำหรับอาหารก็เป็นแกง เป็นไข่ เป็นต้ม ของพื้น ๆ ทั่วไป แต่... มีเมนูหนึ่งที่จะแนะนำในวันนี้ มีชื่อว่า “ข้าวเบ๊อะ”

ข้าวเบ๊อะ เป็นอาหารพื้นเมืองของชนเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งจะหุงขึ้นมาเลี้ยงแขกในงานพิธีสำคัญ ๆ เท่านั้น ข้างเบ๊อะประกอบไปด้วยข้าวดอยหุงผสมกับกระดูกหมู ผัก และเครื่องปรุงลักษณะคล้ายกับข้าวต้มทรงเครื่องบ้านเรา แต่ข้าวเบ๊อะจะข้นกว่ามาก ข้นกว่าโจ๊กด้วยซ้ำ หากเพื่อน ๆ ได้รับเชิญไปในงานพิธีแต่งงาน หรือเทศกาลของเผ่านี้แล้วพวกเขานำข้าวเบ๊อะมาเลี้ยง จะถือเป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่งหากเราไม่ทาน หรือแสดงทีท่าที่บ่งบอกว่านี่คืออาหารประหลาด...

เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว... นี่แหละ ของดีชั้นเลิศเลยเชียว


เมื่อกินกันอิ่มหนำแล้วก็เริ่มลุยกันเลย

จากเด็กวิทคอมฯ เด็กบัญชี เด็กอีเล็คฯ วันนี้ทุกคนต่างต้องถอดร่างแล้วสวมวิญญาณคนงานก่อสร้าง มาจับจอบจับเกี๊ยงผสมปูน ขุดดิน แบกทราย กันอย่างสนุกสนาน
นี่คือการเทปูนนะ... จำไว้... ปูนต้องใส่หิน ใส่ทราย และก็ใส่น้ำด้วย -_-“
อ๋อ! เดี๋ยวจะจับเอ็งใส่กระสอบโบกปูน แล้วถ่วงลำธารแถวนี้แทนน่ะ
โอ้ว! จ๊อด บิดจนหน้าแดง แต่ออกแรงหน่อยสิวะ
และแล้ว อุปสรรค์ก็มาจนได้... ไม่รู้ว่าช่างกลึงเสาธง จงใจหรือไร ถึงได้กลึงเกลียวต่อเสาออกมาให้มันฝืดเสียจนพวกเราไม่อาจจะหมุน ต่อเสาให้สุดเกลียวได้ คุณพ่อจึงเอาเชือกมามัดเป็นเกลียวแล้วขัน... แต่เสาก็ลื่นเกินกว่าแรงจับของเชือกจะรัดได้... ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะน้ำมันก็ไม่มี

สายตาของคุณพ่อเหลือบไปเห็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนน้ำมูกย้อย อมนิ้วชี้ของตนอยู่ จึงเอ่ยขอยืมรองเท้าของน้องเขาข้างหนึ่งมาเพื่อผูกติดกับเชือกกันเสาลื่น

ปรากฏว่า ได้ผล... เกลียวหมุนเข้าได้ดั่งใจนึก มหัศจรรย์พันลึกยิ่งกว่ารองเท้าแก้วของแม่นางซินเดอร์ฯ อีกนะนี่

ขันน็อต... แต่เนื่องจากว่าเกลียวมันฝืด และไม่มีน้ำมันหล่อลื่น การขัน จึงกลายเป็นการเคาะแทน

ใส่ธงไตรรงค์
สำหรับพวกผู้หญิงนอกจากช่วยเสิร์ฟน้ำแล้ว พวกเธอยังช่วยกันจัดบอร์ด สำหรับวันพ่อด้วย.





เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการเชิญธงลงจากเสาไม้อันเก่า เพื่อเชิญธงผืนใหม่ขึ้นสู่เสาที่เราช่วยกันสร้างเสร็จหมาด ๆ


พิธีเชิญธงลง เป็นครั้งสุดท้าย

สำหรับเสานี้...

ลาก่อน สำหรับหน้าที่อันยาวนานของเจ้า เจ้าเสาไม้

ต่อด้วยพิธีเชิญธงขึ้น พร้อมกับร้องเพลงชาติ

เหล่าบรรดาเด็กโข่งก็ไปเข้าแถวกับเขาด้วย ความทรงจำในวัยเด็กพลันพรั่งพรู

พิธีเชิญธงขึ้น พร้อมกับร้องเพลงชาติ เหล่าบรรดาเด็กโข่งก็ไปเข้าแถวกับเขาด้วย ความทรงจำในวัยเด็กพลันพรั่งพรู

ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยฯ ...

เถลิงประเทศ ชาติไทยทวี มีชัยชโย